บทที่ 6 : แนวรับ แนวต้าน (Support & Resistance)

ในการวิเคราะห์กราฟเทคนิค (Technical Analysis) เรื่องที่ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นพื้นฐานที่สุดคงหนีไม่พ้น “แนวรับ-แนวต้าน” เพราะเปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่ช่วยให้เรารู้ว่าจุดไหนควรเข้าซื้อ จุดไหนควรขาย หรือจุดไหนที่ต้องระวัง

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการตีเส้นที่ถูกต้อง ไปจนถึงจิตวิทยาเบื้องหลังว่าทำไมมันถึงใช้งานได้จริง!


🧐 ส่วนที่ 1: แนวรับ แนวต้าน คืออะไร?

อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด แนวรับแนวต้านคือ “ระดับราคา” ที่ตลาดมีการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะหยุดลงแล้วเด้งขึ้น หรือหยุดขึ้นแล้วร่วงลง

🟢 แนวรับ (Support)

คือระดับราคาที่เชื่อว่ามี “แรงซื้อ” รออยู่มากพอที่จะหยุดยั้งการร่วงลงของราคาได้

  • พฤติกรรม: เมื่อราคาลงมาถึงจุดนี้ นักลงทุนมักมองว่า “ราคาถูกแล้ว” หรือ “คุ้มค่าที่จะซื้อ” ทำให้เกิดแรงซื้อกลับ (Buying Interest) ดันราคากลับขึ้นไป
  • ความแข็งแกร่ง: ยิ่งราคาทดสอบแนวรับนี้บ่อยครั้งแต่ไม่หลุด ยิ่งแสดงว่าแนวรับนั้นแข็งแรงมาก

🔴 แนวต้าน (Resistance)

คือระดับราคาที่เชื่อว่ามี “แรงขาย” รออยู่มากพอที่จะหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาได้

  • พฤติกรรม: เมื่อราคาขึ้นมาถึงจุดนี้ นักลงทุนมองว่า “ราคาแพงแล้ว” หรือ “เป็นจุดทำกำไร” ทำให้เกิดแรงเทขายกดดันราคาให้ร่วงลง
  • ความแข็งแกร่ง: ยิ่งราคาทดสอบแนวต้านบ่อยแต่ไม่ผ่าน แสดงว่าเป็นกำแพงที่หนาและแข็งแกร่ง

💡 กฎสำคัญ: เมื่อแนวรับถูกทะลุ (Breakout) ลงมา มันมักจะกลายเป็น “แนวต้านใหม่” ในอนาคต และในทางกลับกัน เมื่อแนวต้านถูกทะลุขึ้นไป มันก็จะกลายเป็น “แนวรับใหม่” ได้เช่นกัน


🧠 ส่วนที่ 2: จิตวิทยาตลาดเบื้องหลังเส้นกราฟ

ทำไมแนวรับแนวต้านถึงได้ผล? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ “อารมณ์ของมนุษย์” (ความโลภ ความกลัว และความหวัง)

  1. ความทรงจำของตลาด (Market Memory): นักลงทุนมักจำราคาในอดีตได้ เช่น “ครั้งที่แล้วลงมาถึง 100 บาทแล้วเด้ง” พอราคาลงมาที่ 100 บาทอีกครั้ง คนจึงแห่กันซื้อเพราะหวังผลลัพธ์เดิม
  2. ความกลัวตกรถ (FOMO): เมื่อราคาเด้งจากแนวรับ คนที่ซื้อไม่ทันจะรอจังหวะให้ราคาย่อกลับมาที่เดิมเพื่อเข้าซื้อ เพิ่มแรงซื้อในโซนนั้น
  3. ความเจ็บปวดและการเอาคืน: คนที่ติดดอย (ซื้อที่ราคาสูง) เมื่อราคาลงไปนานๆ แล้วกลับขึ้นมาที่ทุนเดิม (ซึ่งมักเป็นแนวต้าน) พวกเขาจะรีบขายเพื่อ “ขอทุนคืน” ทำให้เกิดแรงเทขายมหาศาลที่แนวต้าน
  4. ตัวเลขจิตวิทยา (Round Numbers): ตัวเลขกลมๆ เช่น 100, 1,000, 1.3000 มักเป็นจุดที่คนวางแผนซื้อขายโดยธรรมชาติ

✏️ ส่วนที่ 3: วิธีลากแนวรับแนวต้านให้แม่นยำ (ฉบับมือโปร)

การลากเส้นไม่มีกฎตายตัว 100% แต่มีหลักการที่ทำให้แม่นยำขึ้น ดังนี้:

1. มองเป็น “โซน” (Zone) อย่ามองเป็น “เส้นเดียว”

บ่อยครั้งราคาไม่ได้หยุดที่ตัวเลขเป๊ะๆ แต่จะมีการแกว่งตัว

  • ข้อดีของ Zone: ลดปัญหาการถูกหลอก (False Breakout) และมีความยืดหยุ่นกว่า
  • วิธีวาด: ให้ตีคลุมตั้งแต่นั้น “ไส้เทียน” (ราคาสูงสุด/ต่ำสุด) มาจนถึง “เนื้อเทียน” (ราคาปิด) เพื่อสร้างเป็นพื้นที่รับแรงกระแทก

2. หาจุดที่มีปฏิกิริยาบ่อยครั้ง (Touch Points)

ให้ลากผ่านจุดที่ราคามีการ “กลับตัว” หรือ “ถูกปฏิเสธ” อย่างน้อย 2-3 ครั้งขึ้นไป ยิ่งสัมผัสเยอะ ยิ่งมีความสำคัญ

3. ใช้ Timeframe ที่เหมาะสม

  • ภาพใหญ่ (Day/Week): ใช้ดูแนวรับแนวต้านหลักที่แข็งแรงมาก
  • ภาพย่อย (1H/15m): ใช้หาจุดเข้าซื้อขาย (Entry/Exit) ระหว่างวัน
  • แนะนำ: ให้เริ่มวิเคราะห์จาก Timeframe ใหญ่ก่อนเสมอ

4. สังเกตรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Confirmation)

เมื่อราคาชนแนวรับแนวต้าน ให้รอดูสัญญาณจากแท่งเทียนประกอบ เช่น

  • Hammer / Shooting Star: แสดงการถูกปฏิเสธของราคา
  • Engulfing: แท่งเทียนกลืนกิน แสดงแรงซื้อ/ขายที่ชนะขาดลอย

🛠 ส่วนที่ 4: กลยุทธ์การเทรดและพฤติกรรมราคา

เมื่อราคาวิ่งเข้าหาแนวรับแนวต้าน มักจะเกิดเหตุการณ์ 2 แบบหลักๆ:

1. การกลับตัว (Reversal/Bounce)

ราคาวิ่งชนแล้วเด้งกลับทิศทางเดิม

  • กลยุทธ์: ซื้อที่แนวรับ (Buy on Dip) หรือ ขายที่แนวต้าน (Sell on Rally)
  • จุดสังเกต: มักเกิดพร้อมกับแท่งเทียนกลับตัว หรือ Volume เริ่มแผ่วลงเมื่อเข้าใกล้แนว

2. การทะลุผ่าน (Breakout)

ราคาวิ่งทะลุเส้นแนวรับหรือแนวต้านไปได้

  • สัญญาณยืนยัน: ต้องมี Volume (ปริมาณการซื้อขาย) เข้ามาสนับสนุนอย่างหนาแน่น ถึงจะเป็นการเบรกจริง
  • Retest: บ่อยครั้งหลังทะลุไปแล้ว ราคาจะย้อนกลับมาทดสอบแนวเดิม (เช่น ทะลุแนวต้านไปแล้ว ย้อนกลับมาทดสอบแนวต้านนั้นที่กลายเป็นแนวรับ) จังหวะนี้คือจุดเข้าที่ปลอดภัย (Throwback/Pullback)

⚠️ ข้อควรระวัง

  • ระวังกับดัก (False Breakout): บางครั้งราคาทะลุเส้นไปนิดหน่อยแล้ววกกลับเข้ามา ให้รอดูจนจบแท่งเทียน (Close Price) ก่อนตัดสินใจ
  • อย่าตีเส้นเยอะเกินไป: การมีเส้นรกเต็มกราฟจะทำให้สับสน ให้เลือกเฉพาะจุดที่สำคัญและเห็นชัดเจนจริงๆ
  • ไม่ใช่สูตรวิเศษ: แนวรับแนวต้านเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มโอกาสชนะ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง 100% ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น RSI, MACD หรือ Fibonacci และมีการตั้ง Stop Loss เสมอ

📝 บทสรุป

การเข้าใจ แนวรับ แนวต้าน อย่างลึกซึ้ง ทั้งในเชิงเทคนิคและจิตวิทยา จะช่วยให้คุณมี “จุดอ้างอิง” ในการตัดสินใจ ไม่ต้องเทรดด้วยการเดาอีกต่อไป หมั่นฝึกฝนสังเกตและวาดกราฟบ่อยๆ แล้วคุณจะมองเห็นจังหวะทำกำไรได้คมชัดยิ่งขึ้นครับ!