ในการวิเคราะห์กราฟเทคนิค (Technical Analysis) เรื่องที่ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นพื้นฐานที่สุดคงหนีไม่พ้น “แนวรับ-แนวต้าน” เพราะเปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่ช่วยให้เรารู้ว่าจุดไหนควรเข้าซื้อ จุดไหนควรขาย หรือจุดไหนที่ต้องระวัง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน วิธีการตีเส้นที่ถูกต้อง ไปจนถึงจิตวิทยาเบื้องหลังว่าทำไมมันถึงใช้งานได้จริง!
🧐 ส่วนที่ 1: แนวรับ แนวต้าน คืออะไร?
อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด แนวรับแนวต้านคือ “ระดับราคา” ที่ตลาดมีการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะหยุดลงแล้วเด้งขึ้น หรือหยุดขึ้นแล้วร่วงลง
🟢 แนวรับ (Support)
คือระดับราคาที่เชื่อว่ามี “แรงซื้อ” รออยู่มากพอที่จะหยุดยั้งการร่วงลงของราคาได้
- พฤติกรรม: เมื่อราคาลงมาถึงจุดนี้ นักลงทุนมักมองว่า “ราคาถูกแล้ว” หรือ “คุ้มค่าที่จะซื้อ” ทำให้เกิดแรงซื้อกลับ (Buying Interest) ดันราคากลับขึ้นไป
- ความแข็งแกร่ง: ยิ่งราคาทดสอบแนวรับนี้บ่อยครั้งแต่ไม่หลุด ยิ่งแสดงว่าแนวรับนั้นแข็งแรงมาก
🔴 แนวต้าน (Resistance)
คือระดับราคาที่เชื่อว่ามี “แรงขาย” รออยู่มากพอที่จะหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาได้
- พฤติกรรม: เมื่อราคาขึ้นมาถึงจุดนี้ นักลงทุนมองว่า “ราคาแพงแล้ว” หรือ “เป็นจุดทำกำไร” ทำให้เกิดแรงเทขายกดดันราคาให้ร่วงลง
- ความแข็งแกร่ง: ยิ่งราคาทดสอบแนวต้านบ่อยแต่ไม่ผ่าน แสดงว่าเป็นกำแพงที่หนาและแข็งแกร่ง
💡 กฎสำคัญ: เมื่อแนวรับถูกทะลุ (Breakout) ลงมา มันมักจะกลายเป็น “แนวต้านใหม่” ในอนาคต และในทางกลับกัน เมื่อแนวต้านถูกทะลุขึ้นไป มันก็จะกลายเป็น “แนวรับใหม่” ได้เช่นกัน
🧠 ส่วนที่ 2: จิตวิทยาตลาดเบื้องหลังเส้นกราฟ
ทำไมแนวรับแนวต้านถึงได้ผล? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ “อารมณ์ของมนุษย์” (ความโลภ ความกลัว และความหวัง)
- ความทรงจำของตลาด (Market Memory): นักลงทุนมักจำราคาในอดีตได้ เช่น “ครั้งที่แล้วลงมาถึง 100 บาทแล้วเด้ง” พอราคาลงมาที่ 100 บาทอีกครั้ง คนจึงแห่กันซื้อเพราะหวังผลลัพธ์เดิม
- ความกลัวตกรถ (FOMO): เมื่อราคาเด้งจากแนวรับ คนที่ซื้อไม่ทันจะรอจังหวะให้ราคาย่อกลับมาที่เดิมเพื่อเข้าซื้อ เพิ่มแรงซื้อในโซนนั้น
- ความเจ็บปวดและการเอาคืน: คนที่ติดดอย (ซื้อที่ราคาสูง) เมื่อราคาลงไปนานๆ แล้วกลับขึ้นมาที่ทุนเดิม (ซึ่งมักเป็นแนวต้าน) พวกเขาจะรีบขายเพื่อ “ขอทุนคืน” ทำให้เกิดแรงเทขายมหาศาลที่แนวต้าน
- ตัวเลขจิตวิทยา (Round Numbers): ตัวเลขกลมๆ เช่น 100, 1,000, 1.3000 มักเป็นจุดที่คนวางแผนซื้อขายโดยธรรมชาติ
✏️ ส่วนที่ 3: วิธีลากแนวรับแนวต้านให้แม่นยำ (ฉบับมือโปร)
การลากเส้นไม่มีกฎตายตัว 100% แต่มีหลักการที่ทำให้แม่นยำขึ้น ดังนี้:
1. มองเป็น “โซน” (Zone) อย่ามองเป็น “เส้นเดียว”
บ่อยครั้งราคาไม่ได้หยุดที่ตัวเลขเป๊ะๆ แต่จะมีการแกว่งตัว
- ข้อดีของ Zone: ลดปัญหาการถูกหลอก (False Breakout) และมีความยืดหยุ่นกว่า
- วิธีวาด: ให้ตีคลุมตั้งแต่นั้น “ไส้เทียน” (ราคาสูงสุด/ต่ำสุด) มาจนถึง “เนื้อเทียน” (ราคาปิด) เพื่อสร้างเป็นพื้นที่รับแรงกระแทก
2. หาจุดที่มีปฏิกิริยาบ่อยครั้ง (Touch Points)
ให้ลากผ่านจุดที่ราคามีการ “กลับตัว” หรือ “ถูกปฏิเสธ” อย่างน้อย 2-3 ครั้งขึ้นไป ยิ่งสัมผัสเยอะ ยิ่งมีความสำคัญ
3. ใช้ Timeframe ที่เหมาะสม
- ภาพใหญ่ (Day/Week): ใช้ดูแนวรับแนวต้านหลักที่แข็งแรงมาก
- ภาพย่อย (1H/15m): ใช้หาจุดเข้าซื้อขาย (Entry/Exit) ระหว่างวัน
- แนะนำ: ให้เริ่มวิเคราะห์จาก Timeframe ใหญ่ก่อนเสมอ
4. สังเกตรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Confirmation)
เมื่อราคาชนแนวรับแนวต้าน ให้รอดูสัญญาณจากแท่งเทียนประกอบ เช่น
- Hammer / Shooting Star: แสดงการถูกปฏิเสธของราคา
- Engulfing: แท่งเทียนกลืนกิน แสดงแรงซื้อ/ขายที่ชนะขาดลอย
🛠 ส่วนที่ 4: กลยุทธ์การเทรดและพฤติกรรมราคา
เมื่อราคาวิ่งเข้าหาแนวรับแนวต้าน มักจะเกิดเหตุการณ์ 2 แบบหลักๆ:
1. การกลับตัว (Reversal/Bounce)
ราคาวิ่งชนแล้วเด้งกลับทิศทางเดิม
- กลยุทธ์: ซื้อที่แนวรับ (Buy on Dip) หรือ ขายที่แนวต้าน (Sell on Rally)
- จุดสังเกต: มักเกิดพร้อมกับแท่งเทียนกลับตัว หรือ Volume เริ่มแผ่วลงเมื่อเข้าใกล้แนว
2. การทะลุผ่าน (Breakout)
ราคาวิ่งทะลุเส้นแนวรับหรือแนวต้านไปได้
- สัญญาณยืนยัน: ต้องมี Volume (ปริมาณการซื้อขาย) เข้ามาสนับสนุนอย่างหนาแน่น ถึงจะเป็นการเบรกจริง
- Retest: บ่อยครั้งหลังทะลุไปแล้ว ราคาจะย้อนกลับมาทดสอบแนวเดิม (เช่น ทะลุแนวต้านไปแล้ว ย้อนกลับมาทดสอบแนวต้านนั้นที่กลายเป็นแนวรับ) จังหวะนี้คือจุดเข้าที่ปลอดภัย (Throwback/Pullback)
⚠️ ข้อควรระวัง
- ระวังกับดัก (False Breakout): บางครั้งราคาทะลุเส้นไปนิดหน่อยแล้ววกกลับเข้ามา ให้รอดูจนจบแท่งเทียน (Close Price) ก่อนตัดสินใจ
- อย่าตีเส้นเยอะเกินไป: การมีเส้นรกเต็มกราฟจะทำให้สับสน ให้เลือกเฉพาะจุดที่สำคัญและเห็นชัดเจนจริงๆ
- ไม่ใช่สูตรวิเศษ: แนวรับแนวต้านเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มโอกาสชนะ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง 100% ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น RSI, MACD หรือ Fibonacci และมีการตั้ง Stop Loss เสมอ
📝 บทสรุป
การเข้าใจ แนวรับ แนวต้าน อย่างลึกซึ้ง ทั้งในเชิงเทคนิคและจิตวิทยา จะช่วยให้คุณมี “จุดอ้างอิง” ในการตัดสินใจ ไม่ต้องเทรดด้วยการเดาอีกต่อไป หมั่นฝึกฝนสังเกตและวาดกราฟบ่อยๆ แล้วคุณจะมองเห็นจังหวะทำกำไรได้คมชัดยิ่งขึ้นครับ!