ยินดีต้อนรับสู่โลกของการเทรด Forex ครับ การจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ได้ สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือการปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดและคำศัพท์เฉพาะทาง เพื่อให้คุณสามารถวางกลยุทธ์และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เราจะรวบรวมทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ไว้ในที่เดียวครับ
สารบัญเนื้อหา คลิกเพื่ออ่านในหัวข้อต่างๆ
🌏 1. โครงสร้าง “คู่เงิน” (Currency Pairs)
ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเทรดฟอเร็กซ์ การเข้าใจโครงสร้างของ “คู่เงิน” (Currency Pairs) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคู่เงินคือสิ่งที่นักเทรดจะต้องซื้อและขายอยู่ตลอดเวลา
🔹 ความหมายของ “คู่เงิน” (Currency Pair)
คือการจับคู่กันระหว่างสกุลเงิน 2 สกุล ที่ใช้ในการซื้อขาย ตัวอย่างเช่น EUR/USD (ซื้อเงินยูโร และขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยประกอบด้วย 2 ส่วน:
- Base Currency: สกุลเงินตัวหน้า (เช่น EUR)
- Quote Currency: สกุลเงินตัวหลัง (เช่น USD)
ราคาที่แสดงคือ ค่า 1 หน่วยของสกุลเงินตัวหน้า เทียบเท่ากับกี่หน่วยของสกุลเงินตัวหลัง (เช่น EUR/USD = 1.10 หมายความว่า 1 ยูโร เท่ากับ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
🔹 ประเภทของคู่เงินในตลาด Forex
เราแบ่งคู่เงินออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
1. คู่เงินหลัก (Major Pairs)
คือคู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ต้องมี “ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD)” ประกอบอยู่เสมอ และจับคู่กับสกุลเงินหลักอื่นๆ
- จุดเด่น: สภาพคล่องสูงมาก, สเปรดต่ำ, วิเคราะห์กราฟง่ายเพราะมีข่าวสารเยอะ
- เหมาะสำหรับ: มือใหม่และนักลงทุนทุกระดับ
- ตัวอย่าง:
- EUR/USD (นิยมที่สุด)
- GBP/USD
- USD/JPY
- USD/CHF
- AUD/USD
- USD/CAD
- NZD/USD
2. คู่เงินรอง (Minor Pairs หรือ Cross Pairs)
คือคู่เงินที่จับคู่กันระหว่าง “สองสกุลเงินหลัก” แต่ “ไม่มี USD อยู่ในคู่”
- จุดเด่น: สภาพคล่องปานกลาง (น้อยกว่าคู่หลักเล็กน้อย), สเปรดมักจะสูงกว่า
- เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีประสบการณ์บ้าง หรือต้องการหากำไรจากความผันผวนเฉพาะภูมิภาค
- ตัวอย่าง: EUR/GBP, EUR/JPY, GBP/JPY, AUD/CAD, CHF/JPY
3. คู่เงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs)
คือคู่เงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินหลัก จับคู่กับสกุลเงินของ ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)
- จุดเด่น: สภาพคล่องต่ำ, สเปรดสูงมาก, ผันผวนรุนแรงและคาดการณ์ยาก
- ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงสูง ค่าธรรมเนียมสูง เหมาะสำหรับมืออาชีพ
- ตัวอย่าง: USD/THB (บาทไทย), USD/TRY (ลีราตุรกี), USD/ZAR (แรนด์แอฟริกาใต้), USD/RUB (รูเบิลรัสเซีย)
📊 ตารางสรุปความแตกต่าง
| ประเภทคู่เงิน | มี USD หรือไม่ | สภาพคล่อง | สเปรด | ความนิยม | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|---|---|
| Major | มี | สูงมาก | ต่ำ | สูงมาก | มือใหม่และทุกระดับ |
| Minor | ไม่มี | ปานกลาง | ปานกลาง | ปานกลาง | คนมีประสบการณ์บ้าง |
| Exotic | มีอย่างน้อยสกุลหนึ่ง | ต่ำ | สูงมาก | ต่ำ | เทรดเดอร์มืออาชีพ |
💡 คำแนะนำสำหรับมือใหม่: เริ่มฝึกเทรดจากคู่เงินหลัก (Major Pairs) ก่อน เพื่อเลี่ยงความผันผวนที่รุนแรง และควรติดตามข่าวเศรษฐกิจ เช่น GDP หรือ อัตราดอกเบี้ย อย่างสม่ำเสมอ
⚖️ 2. กลไกราคา: Bid, Ask และ Spread
เมื่อดูตารางราคา คุณจะพบศัพท์ 3 คำนี้เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจของการคิดต้นทุนการเทรด
🔹 Bid & Ask คืออะไร?
- Bid (ราคาเสนอซื้อ): ราคาที่ผู้ซื้อพร้อมจ่าย หรือราคาที่คุณจะ “ขาย (Sell)” สินทรัพย์ออกไปได้ทันที (อยู่ฝั่งซ้าย)
- Ask (ราคาเสนอขาย): ราคาที่ผู้ขายพร้อมขาย หรือราคาที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อ “ซื้อ (Buy)” สินทรัพย์เข้ามา (อยู่ฝั่งขวา)
🔹 Spread (สเปรด) คืออะไร?
- ความหมาย: ส่วนต่างระหว่างราคา Ask กับ Bid (
Spread = Ask – Bid) - ความสำคัญ: เปรียบเสมือน “ต้นทุนแฝง” ทันทีที่คุณเปิดออเดอร์ คุณจะเริ่มต้นด้วยสถานะขาดทุนเล็กน้อยเท่ากับค่า Spread
รูปแบบของ Spread:
- Fixed Spread (คงที่): ไม่เปลี่ยนตามตลาด เหมาะกับมือใหม่ แต่อาจเจอ Slippage
- Variable Spread (แปรผัน): เปลี่ยนตามสภาพตลาดจริง ช่วงคนเทรดเยอะสเปรดจะบาง ช่วงข่าวแรงสเปรดจะกว้าง
ตัวอย่าง: หาก EUR/USD มี Bid = 1.1000 และ Ask = 1.1003
- Spread = 3 pips
- หากคุณกด Buy ที่ 1.1003 ราคาต้องขึ้นไปเกิน 1.1006 คุณถึงจะเริ่มมีกำไร
📏 3. หน่วยวัดและขนาด: Pip, Point และ Lot
เพื่อให้คำนวณกำไร-ขาดทุนได้แม่นยำ ต้องเข้าใจหน่วยวัดเหล่านี้:
🔹 Pip (Percentage in Point)
คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคามาตรฐาน
- คู่เงินทั่วไป (ทศนิยม 4 ตำแหน่ง): 1 Pip = 0.0001
- คู่เงิน JPY (ทศนิยม 2 ตำแหน่ง): 1 Pip = 0.01
🔹 Point
คือหน่วยย่อยลงไปอีก (ทศนิยมตำแหน่งที่ 5) เป็นการวัดที่ละเอียดกว่า
- สูตรจำ: 10 Points = 1 Pip
🔹 Lot (ขนาดการซื้อขาย)
Lot คือตัวกำหนดปริมาณสกุลเงินที่ซื้อขาย ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าของ Pip (Pip Value)
- Standard Lot (1.00): ขนาด 100,000 หน่วย (1 Pip ≈ $10)
- Mini Lot (0.10): ขนาด 10,000 หน่วย (1 Pip ≈ $1)
- Micro Lot (0.01): ขนาด 1,000 หน่วย (1 Pip ≈ $0.10)
- Nano Lot: ขนาด 100 หน่วย (1 Pip ≈ $0.01)
📝 ตัวอย่างคำนวณ: เทรด EUR/USD 1 Standard Lot (100,000 units) ถ้าราคาขยับ 30 Pips กำไรจะเป็น $300 (30 x $10)
🚀 4. พลังทวีและหลักประกัน: Leverage & Margin
เครื่องมือที่ทำให้รายย่อยสามารถทำกำไรในตลาดนี้ได้ คือระบบ Leverage แต่ก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน
🔹 Leverage (เลเวอเรจ)
คือการ “ยืมเงินโบรกเกอร์” เพื่อเพิ่มอำนาจการซื้อให้สูงกว่าทุนจริง
- ตัวอย่าง: มีเงิน $100 ใช้ Leverage 1:100 จะสามารถเปิดออเดอร์มูลค่า $10,000 ได้
- ข้อดี: ทำกำไรได้มากด้วยทุนน้อย
- ข้อเสีย: ความเสี่ยงสูง ขาดทุนได้เร็วและหนักหากผิดทาง
🔹 Margin (มาร์จิ้น)
คือ “เงินประกัน” ขั้นต่ำที่คุณต้องมีในบัญชีเพื่อเปิดออเดอร์
- สูตรคำนวณ:
Margin = (Lot Size × Contract Size × Price) ÷ Leverage - Margin Call: สัญญาณเตือนเมื่อเงินในพอร์ตลดต่ำกว่าระดับที่กำหนด อาจนำไปสู่การถูกบังคับปิดออเดอร์ (Stop out)
ความสัมพันธ์: ยิ่งใช้ Leverage สูง เงิน Margin ที่ต้องวางจะยิ่งน้อยลง แต่ความเสี่ยงพอร์ตแตกก็จะสูงขึ้น ควรมี Margin Level อย่างน้อย 500% เพื่อความปลอดภัย
💸 5. ต้นทุนอื่นๆ: Swap และ Commission
นอกจาก Spread แล้ว ยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณา:
🔹 Swap (ดอกเบี้ยข้ามคืน)
- ค่าธรรมเนียมเมื่อถือออเดอร์ ข้ามคืน เกิดจากส่วนต่างดอกเบี้ยของสองสกุลเงิน
- อาจเป็น บวก (ได้รับเงิน) หรือ ลบ (จ่ายเงิน) ก็ได้
- สำคัญ: วันพุธมักคิดค่า Swap x3 (รวมเสาร์-อาทิตย์)
🔹 Commission (ค่าคอมมิชชั่น)
- ค่าธรรมเนียมคงที่ต่อการเปิด/ปิดออเดอร์ มักพบในบัญชีประเภท ECN หรือ Raw Spread
- ข้อดี: บัญชีที่มีคอมมิชชั่นมักจะได้ค่า Spread ที่ต่ำมาก (ใกล้ 0) ในขณะที่บัญชีไม่มีคอมมิชชั่น (Standard) มักจะมี Spread ที่กว้างกว่า
🎯 บทสรุปและข้อคิด
การเข้าใจโครงสร้างตลาดและคำศัพท์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น คู่เงิน, Bid/Ask, Pip/Lot, Leverage หรือ Swap คือรากฐานที่สำคัญที่สุด
- เลือกคู่เงิน: เริ่มจากคู่เงินหลัก (Major Pairs)
- บริหารเงิน: อย่ามองข้ามค่า Spread และ Swap ในการคำนวณต้นทุน
- ควบคุมความเสี่ยง: ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และคำนวณ Lot Size ก่อนเปิดออเดอร์เสมอ
เมื่อคุณเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้อย่างถ่องแท้แล้ว คุณก็พร้อมที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้กลยุทธ์การเทรดในระดับต่อไปได้อย่างมั่นใจครับ!
