บทที่ 7 : Indicator ที่จำเป็น (ไม่ต้องเยอะ)

ในโลกของการเทรด มีเครื่องมือทางเทคนิค (Indicator) ให้เลือกใช้หลายร้อยรูปแบบ แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด การเลือกใช้อย่าง “พอเหมาะ” และ “เข้าใจอย่างลึกซึ้ง” ต่างหากคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 4 Indicators พื้นฐานที่ทรงพลังที่สุด พร้อมเทคนิคการใช้งานจริง เพื่อให้คุณเทรดได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องทำให้หน้าจอรกรุงรัง


1. Moving Average (MA): เส้นค่าเฉลี่ย ดูเทรนด์ง่ายๆ แต่ได้ผล

Moving Average หรือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นเครื่องมือสุดคลาสสิกที่ใช้ดูแนวโน้มของราคาในอดีตเพื่อประเมินอนาคต และช่วยกรอง “เสียงรบกวน” (Noise) ของกราฟให้ดูง่ายขึ้น

ประเภทของ MA ที่ควรรู้จัก

  1. Simple Moving Average (SMA): คำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยเท่ากันทุกวัน เหมาะกับดูเทรนด์ระยะยาว (ช้าแต่ชัวร์)
  2. Exponential Moving Average (EMA): ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า ตอบสนองไว เหมาะกับสายซิ่งหรือ Day Trade
  3. Weighted Moving Average (WMA): คล้าย EMA แต่คำนวณซับซ้อนกว่า (นิยมน้อยกว่า 2 ตัวแรก)

สูตรสำเร็จ: เลือกใช้เส้นไหนดี?

ไม่ต้องใช้เยอะ เลือกแค่ชุดที่เหมาะกับสไตล์คุณ:

  • สายสั้น (Scalping/Day Trade): ใช้ EMA 9 และ EMA 21 ดูจุดตัดเพื่อหาจังหวะเข้า-ออกเร็วๆ
  • สายกลาง (Swing Trade): ใช้ SMA 50 ดูแนวโน้มช่วง 1-2 สัปดาห์ และใช้เป็นแนวรับ-ต้านที่แข็งแกร่ง
  • สายยาว (Trend Following): ใช้ SMA 200 เป็นเส้นแบ่งนรก-สวรรค์ ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นนี้คือ “ขาขึ้นระยะยาว”

เทคนิคการใช้งาน

  • ดูแนวโน้ม: ราคาอยู่เหนือเส้น = ขาขึ้น / ราคาอยู่ต่ำกว่าเส้น = ขาลง
  • Dynamic Support/Resistance: เส้น MA ทำหน้าที่เป็นแนวรับ-ต้านเคลื่อนที่ ราคามักจะเด้งเมื่อลงมาสัมผัส
  • Crossovers (จุดตัด):
    • Golden Cross: เส้นน้อยตัดเส้นมากขึ้น (เช่น SMA 50 ตัด SMA 200 ขึ้น) = สัญญาณขาขึ้นใหญ่
    • Death Cross: เส้นน้อยตัดเส้นมากขึ้นลง = สัญญาณขาลงใหญ่

2. RSI (Relative Strength Index): วัดพลังการซื้อขาย

RSI คือมาตรวัด “โมเมนตัม” (ความแรงและความเร็ว) ของราคา มีค่าตั้งแต่ 0-100 ใช้บอกจังหวะที่ราคาถูกไล่ซื้อหรือเทขายมากเกินไป

วิธีอ่านค่า RSI

  • RSI > 70 (Overbought): ซื้อมากเกินไป ราคามีโอกาสย่อตัวหรือปรับฐาน
  • RSI < 30 (Oversold): ขายมากเกินไป ราคามีโอกาสดีดตัวกลับ
  • RSI = 50: ค่ากลาง ใช้ดูทิศทางของแรงส่ง

เคล็ดลับการใช้ RSI คู่กับ Price Action

อย่าดูแค่แตะ 70 แล้วขาย หรือแตะ 30 แล้วซื้อทันที! ให้รอสัญญาณยืนยัน:

  1. รอแท่งเทียนกลับตัว: เช่น RSI < 30 แล้วเกิดแท่งเทียน Bullish Engulfing หรือ Pin Bar ที่แนวรับ
  2. ดู Divergence (สัญญาณขัดแย้ง):
    • Bullish Divergence: ราคาทำ Low ใหม่ แต่ RSI ยกตัวสูงขึ้น = เตรียมกลับตัวขึ้น
    • Bearish Divergence: ราคาทำ High ใหม่ แต่ RSI กดตัวต่ำลง = เตรียมกลับตัวลง

3. MACD: ครบเครื่องทั้งเทรนด์และโมเมนตัม

MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นลูกผสมที่บอกทั้งทิศทางแนวโน้มและแรงส่งของราคา ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ เส้น MACD, เส้น Signal และ Histogram

วิธีใช้งาน MACD แบบโปร

  • ดูเทรนด์หลัก:
    • MACD > 0 (เหนือเส้นศูนย์) = ตลาดกระทิง (ขาขึ้น)
    • MACD < 0 (ใต้เส้นศูนย์) = ตลาดหมี (ขาลง)
  • สัญญาณซื้อขาย:
    • ซื้อ: เส้น MACD ตัดขึ้นเหนือ Signal Line
    • ขาย: เส้น MACD ตัดลงต่ำกว่า Signal Line
  • Divergence: ใช้ดูจุดกลับตัวเหมือน RSI ได้แม่นยำเช่นกัน

ข้อควรระวัง: MACD เป็น Lagging Indicator (ตามหลังราคา) อาจให้สัญญาณช้าในตลาด Sideway


4. ATR (Average True Range): ตัวช่วยจัดการความเสี่ยง

ATR ต่างจากตัวอื่นตรงที่ “ไม่ได้บอกทิศทางราคา” แต่มันบอก “ความผันผวน” (Volatility) ว่าช่วงนี้กราฟเหวี่ยงแรงแค่ไหน

ทำไมต้องมี ATR?

  • ใช้ตั้ง Stop Loss (SL) ให้สมเหตุสมผล ไม่ให้โดนกิน Stop Loss ฟรีๆ เพราะตั้งแคบเกินไป
  • ใช้ดูสภาวะตลาด: ATR ต่ำ = ตลาดนิ่ง / ATR พุ่งสูง = ตลาดกำลังเบรกเลือกทาง

สูตรตั้ง Stop Loss ด้วย ATR

เทรดเดอร์นิยมนับระยะ SL โดยใช้ค่า ATR คูณด้วยตัวเลข (เช่น 1.5 หรือ 2)

  • ตัวอย่าง: ถ้า ATR ปัจจุบันคือ 5 บาท และคุณต้องการตั้งเผื่อระยะเหวี่ยง 2 เท่า
  • ระยะ Stop Loss = 5 x 2 = 10 บาท จากจุดเข้า

บทสรุป: ข้อดี-ข้อเสีย และการใช้งานจริง

เหรียญมีสองด้านเสมอ Indicator ก็เช่นกัน:

✅ ข้อดี:

  • ช่วยให้มือใหม่มองเห็นเทรนด์และจังหวะได้เป็นระบบ
  • ลดการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ
  • ช่วยยืนยันสัญญาณ (Confirmation) ให้มั่นใจขึ้น

❌ ข้อเสีย:

  • Lagging: ส่วนใหญ่สัญญาณจะมาช้ากว่าราคาจริง
  • False Signal: อาจเกิดสัญญาณหลอกในตลาด Sideway
  • Overloaded: การใส่ Indicator เยอะเกินไปทำให้สับสนและตัดสินใจไม่ถูก

คำแนะนำสุดท้าย “Less is More”

การเทรดที่ดีไม่ใช่การใช้ Indicator ทุกตัวที่มี แต่คือการเลือกใช้เพียง 2-3 ตัว ที่คุณเข้าใจมันจริงๆ และที่สำคัญที่สุด ควรใช้ร่วมกับ Price Action (พฤติกรรมราคา), แนวรับ-แนวต้าน และ Volume เสมอ

Indicator เป็นเพียง “เข็มทิศ” ช่วยบอกทาง แต่ “ทักษะการอ่านกราฟ” ของคุณคือคนขับที่จะพาพอร์ตไปถึงเป้าหมายครับ