บทที่ 5 : แนวโน้ม (Trend) และโครงสร้างตลาด

การเข้าใจ “แนวโน้มของราคา” (Price Trend) เปรียบเสมือนการมีเข็มทิศในการลงทุน เพราะหากเราอ่านทิศทางตลาดออก เราจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาดจากสัญญาณหลอก และตัดสินใจซื้อขายได้อย่างมั่นใจ

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปสำรวจพื้นฐานสำคัญที่สุดของการอ่านกราฟ ตั้งแต่ประเภทของเทรนด์ โครงสร้างราคาแบบเจาะลึก (HH/HL) ไปจนถึงสัญญาณขั้นสูงอย่าง BOS และ ChoCH ครับ


1. แนวโน้ม (Trend) คืออะไร? และมีกี่ประเภท?

Trend คือ ทิศทางของราคาหลักทรัพย์ (เช่น หุ้น, ทองคำ, คริปโต) ที่เคลื่อนไหวในช่วงเวลาหนึ่ง ตลาดไม่ได้เคลื่อนที่แบบสุ่ม แต่มีทิศทางหลักๆ 3 รูปแบบ ดังนี้:

📈 1. แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

สะท้อนภาวะ “ตลาดกระทิง” (Bull Market) ที่มีแรงซื้อผลักดันอย่างมั่นใจ

  • ลักษณะ: ราคาสร้าง จุดสูงสุดใหม่ (Higher High – HH) และ จุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher Low – HL) อย่างต่อเนื่อง
  • การตีเส้น: ลากเส้น Trendline เชื่อมจุด HL ไปยัง HL ถัดไป
  • กลยุทธ์:
    • เน้นหาจังหวะซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy the dips) ใกล้เส้นแนวโน้ม
    • ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ใต้ระดับ HL ล่าสุด
    • ใช้เครื่องมือช่วยยืนยัน เช่น Moving Average หรือ RSI

📉 2. แนวโน้มขาลง (Downtrend)

สะท้อนภาวะ “ตลาดหมี” (Bear Market) แรงขายมากกว่าแรงซื้อ หรือตลาดขาดความมั่นใจ

  • ลักษณะ: ราคาสร้าง จุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low – LL) และ จุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลง (Lower High – LH)
  • การตีเส้น: ลากเส้น Trendline เชื่อมจุด LH ไปยัง LH ถัดไป
  • กลยุทธ์:
    • หลีกเลี่ยงการถือครองระยะกลาง-ยาว (เว้นแต่เก็งกำไรสั้นๆ)
    • มืออาชีพอาจเลือกเก็งกำไรขาลง (Short Sell) หรือถือสินทรัพย์ปลอดภัย
    • หากจะซื้อ (Long) ควรรอสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน และมีวินัยในการตัดขาดทุนสูง

↔️ 3. แนวโน้มไซด์เวย์ (Sideway / Ranging Market)

ช่วงพักตัว (Consolidation) ราคาเคลื่อนไหวในกรอบกว้าง ไม่มีทิศทางชัดเจน

  • ลักษณะ: จุดสูงสุดและต่ำสุดอยู่ที่ระดับเดิมซ้ำๆ
  • กลยุทธ์:
    • ใช้สูตร “ซื้อล่าง ขายบน” (Buy Low – Sell High) ตามแนวรับ-แนวต้าน
    • ไม่เหมาะกับกลยุทธ์ Trend Following
    • สามารถเล่นรอบ Breakout ได้หากราคาทะลุกรอบพร้อมวอลุ่ม

2. เจาะลึกโครงสร้างขาขึ้น: Higher High / Higher Low (HH/HL)

หัวใจของการอ่านเทรนด์ขาขึ้นคือการมองหาโครงสร้าง HH/HL ซึ่งแสดงถึงอารมณ์ตลาดที่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายคุมเกม

  • Higher High (HH): จุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าจุดเก่า (แสดงถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง)
  • Higher Low (HL): จุดต่ำสุดใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้น (แสดงว่าแรงขายกดราคาลงไปที่เดิมไม่ได้)

วิธีการใช้งานในการเทรด

  1. จุดเข้า (Entry): รอจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาทำ HL เพราะเป็นจุดที่เสี่ยงต่ำ (Buy on Dip)
  2. จุดทำกำไร (Target): มองเป้าหมายที่การทำ HH ใหม่
  3. จุดหนี (Stop Loss): วางไว้ใต้ HL ก่อนหน้า หากราคาหลุดตรงนี้อาจแปลว่าเทรนด์เปลี่ยน
  4. การยืนยัน: ต้องเห็น HH และ HL อย่างน้อย 2 ชุดขึ้นไป จึงจะยืนยันความแข็งแกร่งของเทรนด์

ตัวอย่างการเคลื่อนไหว: ราคาขึ้นไปทำ High ที่ 50 บาท (HH) -> ย่อมาพักที่ 46 บาท (HL) -> ดีดกลับไปทำ New High ที่ 54 บาท (HH ใหม่) -> ย่อมาที่ 49 บาท (HL ใหม่) -> พุ่งต่อไป 58 บาท (กรณีนี้ HL ที่ 49 บาท คือแนวรับสำคัญและจุด Stop Loss)


3. สัญญาณขั้นสูง: BOS และ ChoCH

เพื่อให้เข้าออเดอร์ได้คมขึ้น เราต้องรู้จักสัญญาณการเปลี่ยนโครงสร้าง 2 แบบนี้:

🔹 Break of Structure (BOS) = “ไปต่อ”

คือการที่ราคา “ทะลุ” โครงสร้างเดิมไปในทิศทางแนวโน้มหลัก

  • เช่น: ในขาขึ้น ราคาทะลุ High เดิมขึ้นไปทำ High ใหม่ได้
  • ประโยชน์: ใช้ ยืนยันแนวโน้ม ว่ายังแข็งแกร่ง ให้ถือต่อ หรือหาจังหวะเข้าเพิ่ม และใช้เลื่อนจุด Stop Loss ตามเทรนด์

🔸 Change of Character (ChoCH) = “เอ๊ะ! อาจจะเปลี่ยน”

คือการเปลี่ยนลักษณะนิสัยของราคาที่ขัดแย้งกับแนวโน้มเดิม

  • เช่น: ในขาขึ้น ราคาทิ้งตัวลงมาทำ Low ต่ำกว่า HL ล่าสุด
  • ประโยชน์: เป็น สัญญาณเตือนล่วงหน้า ว่าเทรนด์อาจจบ หรือเข้าสู่การพักตัว (มักเกิดก่อน BOS)
  • ข้อควรระวัง: ระวัง False Breakout (เบรกหลอก) ต้องดู Timeframe ใหญ่ประกอบ
ประเด็นBreak of Structure (BOS)Change of Character (ChoCH)
ความหมายยืนยันแนวโน้มเดิม/แนวโน้มใหม่สัญญาณเตือนว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยน
ความน่าเชื่อถือสูง (ใช้ยืนยันเทรนด์)ปานกลาง (ใช้เตรียมตัว)
การใช้งานหาจุดเข้า/เลื่อน Stop Lossรอจังหวะ หรือระวังตัว

4. ทำไมต้อง “เทรดตามเทรนด์” (Trend Following)?

คำกล่าวอมตะ “Trend is your friend” ไม่ใช่แค่คำคมสวยหรู แต่มีเหตุผลรองรับที่หนักแน่น:

  1. ความได้เปรียบทางสถิติ: ตลาดมักเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม และแนวโน้มมักคงอยู่จนกว่าจะมีสัญญาณเปลี่ยนชัดเจน การตามเทรนด์จึงมีโอกาสชนะระยะยาวสูงกว่า
  2. กำไรคำใหญ่ (Let Profit Run): หากจับเทรนด์ได้ตั้งแต่ต้นน้ำ คุณสามารถสร้างผลตอบแทนได้มหาศาลจากการถือยาว (เช่น แนวทางของ Turtle Traders หรือ Jesse Livermore)
  3. ลดความเสี่ยง: การสวนเทรนด์เหมือน “ยืนขวางรถไฟ” แต่การตามเทรนด์คือการไหลไปตามกระแสเงินก้อนโต (Big Money)
  4. จิตวิทยามั่นคง: การเห็นทิศทางชัดเจนช่วยลดความกลัว ลดความผันผวนทางอารมณ์ ทำให้กล้าถือสถานะตามแผน

บทสรุป

การเทรดให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคต แต่คือการ “อ่านสิ่งที่ตลาดบอก” ผ่านโครงสร้างราคา

  • รู้ว่าตอนนี้เป็น Uptrend, Downtrend หรือ Sideway
  • หาจังหวะเข้าทำกำไรจากโครงสร้าง HH/HL
  • สังเกตสัญญาณไปต่อ (BOS) หรือสัญญาณเตือนภัย (ChoCH)

เมื่อคุณเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ คุณจะสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้นครับ