ในโลกของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการอ่าน “กราฟ” และการเลือก “ช่วงเวลา” (Timeframe) ให้เหมาะสม บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณเข้าใจพฤติกรรมราคาและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
1: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) คืออะไร?
กราฟแท่งเทียน เป็นกราฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น จุดเด่นคือการแสดงข้อมูลได้ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่ากราฟรูปแบบอื่น ทำให้เราเห็น “อารมณ์ของตลาด” ได้ทันที
องค์ประกอบของแท่งเทียน
ใน 1 แท่งเทียน จะบรรจุข้อมูลราคาสำคัญไว้ 4 จุด (OHLC):
- ราคาเปิด (Open): ราคาเริ่มต้นของช่วงเวลานั้น
- ราคาสูงสุด (High): จุดสูงสุดที่ราคาไปถึง
- ราคาต่ำสุด (Low): จุดต่ำสุดที่ราคาลงไปถึง
- ราคาปิด (Close): ราคาจบเมื่อหมดช่วงเวลา
โดยมีโครงสร้างหลัก 2 ส่วนคือ:
- ตัวแท่ง (Body): คือส่วนเนื้อเทียน แสดงระยะห่างระหว่าง “ราคาเปิด” และ “ราคาปิด”
- ไส้เทียน (Wick/Shadow): คือเส้นขีดบน-ล่าง แสดงช่วงราคาสูงสุดและต่ำสุด
วิธีอ่านความหมายและสี
แท่งเทียนคือภาพสะท้อนการต่อสู้ระหว่าง “แรงซื้อ” และ “แรงขาย”:
- Bullish Candle (แท่งเขียว/ขาว): ราคาปิด สูงกว่า ราคาเปิด = แรงซื้อชนะ
- Bearish Candle (แท่งแดง/ดำ): ราคาปิด ต่ำกว่า ราคาเปิด = แรงขายชนะ
การตีความรูปร่าง:
- ตัวแท่งยาว: ราคามีการเคลื่อนไหวรุนแรงในทิศทางนั้น (มั่นใจมาก)
- ไส้เทียนยาว: ราคามีความผันผวนสูง เหวี่ยงไปไกลแต่ถูกดันกลับมา (เช่น ไส้ยาวด้านบน แปลว่าขึ้นไปแล้วโดนตบกลับลงมา)
- ตัวแท่งเล็ก/ไม่มีตัวแท่ง: ตลาดเกิดความลังเล (Indecision) หรือยังไม่เลือกทาง
ทำไมต้องใช้กราฟแท่งเทียน? (เปรียบเทียบกับกราฟอื่น)
- ดีกว่ากราฟเส้น (Line Chart): เพราะกราฟเส้นโชว์แค่ราคาปิด แต่แท่งเทียนให้ข้อมูลครบ 4 มิติ
- ดีกว่ากราฟแท่ง (Bar Chart): ข้อมูลเหมือนกัน แต่แท่งเทียนดูเป็นกราฟิกที่อ่านง่ายและสบายตากว่า
- ประโยชน์: ช่วยให้เห็นแนวโน้มชัดเจน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เล่นได้ และใช้ดูรูปแบบกราฟ (Pattern) เช่น Doji, Hammer, Engulfing ได้ดี
2: เจาะลึก Timeframe และความเหมาะสมกับนักลงทุน
Timeframe คือ ช่วงเวลาที่ใช้สร้างแท่งเทียน 1 แท่ง (เช่น กราฟ 1 ชั่วโมง = 1 แท่งแทน 1 ชั่วโมง) การเลือก Timeframe เปรียบเสมือนการเลือก “วิถีการลงทุน” ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
Timeframe 5 ระดับ และกลุ่มเป้าหมาย
1. Ultra-short Term (1 วินาที – 5 นาที)
- เหมาะกับ: Scalper, High Frequency Traders (HFT)
- ลักษณะ: ซื้อขายจบในระดับวินาทีหรือนาที เน้นกินกำไรส่วนต่างจุดเล็กๆ (Pip/Point)
- ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก ต้องเฝ้าหน้าจอตลอด และต้องมีประสบการณ์สูง หรือใช้โปรแกรมเทรดช่วย
2. Short Term (5 นาที – 30 นาที)
- เหมาะกับ: Day Trader (นักเก็งกำไรรายวัน)
- ลักษณะ: เปิดและปิดออเดอร์จบในวันเดียว (ไม่ถือข้ามคืน)
- ข้อควรระวัง: ต้องมีเวลาดูกราฟระหว่างวัน มีวินัยในการตัดขาดทุน (Cut loss) และทำกำไร ไม่ชอบความเสี่ยงตอนตลาดปิด
3. Medium Term (1 ชั่วโมง – 4 ชั่วโมง)
- เหมาะกับ: Swing Trader, พนักงานประจำ, มือใหม่
- ลักษณะ: ถือครองสถานะ 2-5 วัน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ เน้นกินกำไรจากการแกว่งตัว (Swing) หรือการกลับตัวของราคา
- ข้อดี: ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน (ดูทุก 4-6 ชม. ได้) ใช้การวิเคราะห์กราฟผสมปัจจัยพื้นฐาน เหมาะกับการฝึกวินัย
4. Long Term (รายวัน D1 – รายสัปดาห์ W1)
- เหมาะกับ: Position Trader, นักลงทุนระยะกลาง-ยาว, สาย VI
- ลักษณะ: ถือครองหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน กินกำไรคำใหญ่ตามแนวโน้มหลัก (Major Trend)
- ข้อดี: ตัดสัญญาณรบกวน (Noise) ระยะสั้นออกไป เหมาะกับคนที่มีเวลาดูราคาน้อย หรือต้องการ Passive Income
5. Investment Grade (รายเดือน MN)
- เหมาะกับ: กองทุน, นักลงทุนระยะยาวมาก (DCA)
- ลักษณะ: ลงทุนกึ่งถาวร (1-5 ปีขึ้นไป) เพื่อสะสมสินทรัพย์หรือวางแผนเกษียณ
- จุดเน้น: ดูพื้นฐานเป็นหลัก แทบไม่สนใจความผันผวนของราคาในระยะสั้น
3: เทคนิค Top-down Analysis (วิเคราะห์จากภาพใหญ่ไปเล็ก)
การอ่านกราฟให้แม่นยำ ต้องดูความสัมพันธ์ของเวลา เทคนิค Top-down Analysis คือการมองจาก Timeframe สูง ลงมาหา Timeframe ต่ำ เพื่อไม่ให้หลงทาง
ขั้นตอนการวิเคราะห์แบบ Top-down
ควรเลือกใช้ 3 Timeframe ที่สัมพันธ์กันเสมอ:
- Timeframe ใหญ่ (Big Picture):
- หน้าที่: ใช้ดูแนวโน้มหลัก (Major Trend) และแนวรับ-แนวต้านสำคัญ
- กฎเหล็ก: ห้ามเทรดสวนทางกับแนวโน้มใน Timeframe นี้เด็ดขาด
- Timeframe กลาง (Identify Trend):
- หน้าที่: ดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ช่วงไหนของเทรนด์ใหญ่ (เช่น กำลังย่อตัว หรือกำลังไปต่อ)
- สิ่งที่ต้องหา: สัญญาณ Breakout, รูปแบบกราฟกลับตัว
- Timeframe ย่อย (Execution):
- หน้าที่: ใช้หาจุดเข้า (Entry) และจุดออก (Exit) ที่คมที่สุด
- สิ่งที่ต้องหา: Price Action ระยะสั้น, Supply/Demand Zone เพื่อตั้ง Stop Loss ให้แคบลง
ตัวอย่างการจับคู่ Timeframe
- สำหรับ Swing Trader:
- ใหญ่: Weekly (ดูเทรนด์หลัก)
- กลาง: Daily (ดูการย่อตัว/แนวรับ)
- เล็ก: H4 หรือ H1 (หาจังหวะเข้าซื้อ)
- สำหรับ Day Trader:
- ใหญ่: Daily หรือ H4
- กลาง: H1
- เล็ก: M15 หรือ M5
เคล็ดลับความสำเร็จ
- Systematic Mindset: วางแผนเป็นระบบ อย่าใช้สัญชาตญาณ
- อย่าข้าม Timeframe ใหญ่: ข้อมูลภาพใหญ่แม่นยำและสำคัญกว่าภาพเล็กเสมอ
- แยกแยะข้อมูล: ควรใช้สีเส้นแนวรับ/ต้าน ที่แตกต่างกันในแต่ละ Timeframe เพื่อไม่ให้สับสนเวลาดูกราฟรวม
บทสรุป ความสำเร็จในการเทรดเริ่มจากการเข้าใจพื้นฐาน 3 อย่างนี้:
- อ่าน แท่งเทียน เพื่อเข้าใจพฤติกรรมราคา
- เลือก Timeframe ให้เหมาะกับจริตและเวลาชีวิตของคุณ
- ใช้ Top-down Analysis เพื่อเชื่อมโยงภาพใหญ่และภาพเล็กเข้าด้วยกัน
เมื่อคุณแม่นยำในเรื่องเหล่านี้ คุณจะสามารถลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์ และเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาวได้อย่างมั่นคงครับ