บทที่ 4: กราฟราคาและ Timeframe

ในโลกของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการอ่าน “กราฟ” และการเลือก “ช่วงเวลา” (Timeframe) ให้เหมาะสม บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญที่คุณต้องรู้ เพื่อให้คุณเข้าใจพฤติกรรมราคาและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ดังนี้


1: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) คืออะไร?

กราฟแท่งเทียน เป็นกราฟที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น จุดเด่นคือการแสดงข้อมูลได้ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่ากราฟรูปแบบอื่น ทำให้เราเห็น “อารมณ์ของตลาด” ได้ทันที

องค์ประกอบของแท่งเทียน

ใน 1 แท่งเทียน จะบรรจุข้อมูลราคาสำคัญไว้ 4 จุด (OHLC):

  1. ราคาเปิด (Open): ราคาเริ่มต้นของช่วงเวลานั้น
  2. ราคาสูงสุด (High): จุดสูงสุดที่ราคาไปถึง
  3. ราคาต่ำสุด (Low): จุดต่ำสุดที่ราคาลงไปถึง
  4. ราคาปิด (Close): ราคาจบเมื่อหมดช่วงเวลา

โดยมีโครงสร้างหลัก 2 ส่วนคือ:

  • ตัวแท่ง (Body): คือส่วนเนื้อเทียน แสดงระยะห่างระหว่าง “ราคาเปิด” และ “ราคาปิด”
  • ไส้เทียน (Wick/Shadow): คือเส้นขีดบน-ล่าง แสดงช่วงราคาสูงสุดและต่ำสุด

วิธีอ่านความหมายและสี

แท่งเทียนคือภาพสะท้อนการต่อสู้ระหว่าง “แรงซื้อ” และ “แรงขาย”:

  • Bullish Candle (แท่งเขียว/ขาว): ราคาปิด สูงกว่า ราคาเปิด = แรงซื้อชนะ
  • Bearish Candle (แท่งแดง/ดำ): ราคาปิด ต่ำกว่า ราคาเปิด = แรงขายชนะ

การตีความรูปร่าง:

  • ตัวแท่งยาว: ราคามีการเคลื่อนไหวรุนแรงในทิศทางนั้น (มั่นใจมาก)
  • ไส้เทียนยาว: ราคามีความผันผวนสูง เหวี่ยงไปไกลแต่ถูกดันกลับมา (เช่น ไส้ยาวด้านบน แปลว่าขึ้นไปแล้วโดนตบกลับลงมา)
  • ตัวแท่งเล็ก/ไม่มีตัวแท่ง: ตลาดเกิดความลังเล (Indecision) หรือยังไม่เลือกทาง

ทำไมต้องใช้กราฟแท่งเทียน? (เปรียบเทียบกับกราฟอื่น)

  • ดีกว่ากราฟเส้น (Line Chart): เพราะกราฟเส้นโชว์แค่ราคาปิด แต่แท่งเทียนให้ข้อมูลครบ 4 มิติ
  • ดีกว่ากราฟแท่ง (Bar Chart): ข้อมูลเหมือนกัน แต่แท่งเทียนดูเป็นกราฟิกที่อ่านง่ายและสบายตากว่า
  • ประโยชน์: ช่วยให้เห็นแนวโน้มชัดเจน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เล่นได้ และใช้ดูรูปแบบกราฟ (Pattern) เช่น Doji, Hammer, Engulfing ได้ดี

2: เจาะลึก Timeframe และความเหมาะสมกับนักลงทุน

Timeframe คือ ช่วงเวลาที่ใช้สร้างแท่งเทียน 1 แท่ง (เช่น กราฟ 1 ชั่วโมง = 1 แท่งแทน 1 ชั่วโมง) การเลือก Timeframe เปรียบเสมือนการเลือก “วิถีการลงทุน” ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

Timeframe 5 ระดับ และกลุ่มเป้าหมาย

1. Ultra-short Term (1 วินาที – 5 นาที)

  • เหมาะกับ: Scalper, High Frequency Traders (HFT)
  • ลักษณะ: ซื้อขายจบในระดับวินาทีหรือนาที เน้นกินกำไรส่วนต่างจุดเล็กๆ (Pip/Point)
  • ข้อควรระวัง: ความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก ต้องเฝ้าหน้าจอตลอด และต้องมีประสบการณ์สูง หรือใช้โปรแกรมเทรดช่วย

2. Short Term (5 นาที – 30 นาที)

  • เหมาะกับ: Day Trader (นักเก็งกำไรรายวัน)
  • ลักษณะ: เปิดและปิดออเดอร์จบในวันเดียว (ไม่ถือข้ามคืน)
  • ข้อควรระวัง: ต้องมีเวลาดูกราฟระหว่างวัน มีวินัยในการตัดขาดทุน (Cut loss) และทำกำไร ไม่ชอบความเสี่ยงตอนตลาดปิด

3. Medium Term (1 ชั่วโมง – 4 ชั่วโมง)

  • เหมาะกับ: Swing Trader, พนักงานประจำ, มือใหม่
  • ลักษณะ: ถือครองสถานะ 2-5 วัน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ เน้นกินกำไรจากการแกว่งตัว (Swing) หรือการกลับตัวของราคา
  • ข้อดี: ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน (ดูทุก 4-6 ชม. ได้) ใช้การวิเคราะห์กราฟผสมปัจจัยพื้นฐาน เหมาะกับการฝึกวินัย

4. Long Term (รายวัน D1 – รายสัปดาห์ W1)

  • เหมาะกับ: Position Trader, นักลงทุนระยะกลาง-ยาว, สาย VI
  • ลักษณะ: ถือครองหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน กินกำไรคำใหญ่ตามแนวโน้มหลัก (Major Trend)
  • ข้อดี: ตัดสัญญาณรบกวน (Noise) ระยะสั้นออกไป เหมาะกับคนที่มีเวลาดูราคาน้อย หรือต้องการ Passive Income

5. Investment Grade (รายเดือน MN)

  • เหมาะกับ: กองทุน, นักลงทุนระยะยาวมาก (DCA)
  • ลักษณะ: ลงทุนกึ่งถาวร (1-5 ปีขึ้นไป) เพื่อสะสมสินทรัพย์หรือวางแผนเกษียณ
  • จุดเน้น: ดูพื้นฐานเป็นหลัก แทบไม่สนใจความผันผวนของราคาในระยะสั้น

3: เทคนิค Top-down Analysis (วิเคราะห์จากภาพใหญ่ไปเล็ก)

การอ่านกราฟให้แม่นยำ ต้องดูความสัมพันธ์ของเวลา เทคนิค Top-down Analysis คือการมองจาก Timeframe สูง ลงมาหา Timeframe ต่ำ เพื่อไม่ให้หลงทาง

ขั้นตอนการวิเคราะห์แบบ Top-down

ควรเลือกใช้ 3 Timeframe ที่สัมพันธ์กันเสมอ:

  1. Timeframe ใหญ่ (Big Picture):
    • หน้าที่: ใช้ดูแนวโน้มหลัก (Major Trend) และแนวรับ-แนวต้านสำคัญ
    • กฎเหล็ก: ห้ามเทรดสวนทางกับแนวโน้มใน Timeframe นี้เด็ดขาด
  2. Timeframe กลาง (Identify Trend):
    • หน้าที่: ดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ช่วงไหนของเทรนด์ใหญ่ (เช่น กำลังย่อตัว หรือกำลังไปต่อ)
    • สิ่งที่ต้องหา: สัญญาณ Breakout, รูปแบบกราฟกลับตัว
  3. Timeframe ย่อย (Execution):
    • หน้าที่: ใช้หาจุดเข้า (Entry) และจุดออก (Exit) ที่คมที่สุด
    • สิ่งที่ต้องหา: Price Action ระยะสั้น, Supply/Demand Zone เพื่อตั้ง Stop Loss ให้แคบลง

ตัวอย่างการจับคู่ Timeframe

  • สำหรับ Swing Trader:
    • ใหญ่: Weekly (ดูเทรนด์หลัก)
    • กลาง: Daily (ดูการย่อตัว/แนวรับ)
    • เล็ก: H4 หรือ H1 (หาจังหวะเข้าซื้อ)
  • สำหรับ Day Trader:
    • ใหญ่: Daily หรือ H4
    • กลาง: H1
    • เล็ก: M15 หรือ M5

เคล็ดลับความสำเร็จ

  • Systematic Mindset: วางแผนเป็นระบบ อย่าใช้สัญชาตญาณ
  • อย่าข้าม Timeframe ใหญ่: ข้อมูลภาพใหญ่แม่นยำและสำคัญกว่าภาพเล็กเสมอ
  • แยกแยะข้อมูล: ควรใช้สีเส้นแนวรับ/ต้าน ที่แตกต่างกันในแต่ละ Timeframe เพื่อไม่ให้สับสนเวลาดูกราฟรวม

บทสรุป ความสำเร็จในการเทรดเริ่มจากการเข้าใจพื้นฐาน 3 อย่างนี้:

  1. อ่าน แท่งเทียน เพื่อเข้าใจพฤติกรรมราคา
  2. เลือก Timeframe ให้เหมาะกับจริตและเวลาชีวิตของคุณ
  3. ใช้ Top-down Analysis เพื่อเชื่อมโยงภาพใหญ่และภาพเล็กเข้าด้วยกัน

เมื่อคุณแม่นยำในเรื่องเหล่านี้ คุณจะสามารถลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์ และเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาวได้อย่างมั่นคงครับ